อุบลราชธานีเมื่อ 60 ปีที่แล้วในงานวรรณกรรม แห้งแล้งจริงฤา? ตอนที่ 3

Home / อุบลราชธานีเมื่อ 60 ปีที่แล้วในงานวรรณกรรม แห้งแล้งจริงฤา? ตอนที่ 3

อุบลราชธานีเมื่อ 60 ปี ตอนที่ 3

เกริ่นกันมาเสียยืดยาว จากเรื่องอุบลราชธานีเป็นจังหวัดที่มีความแห้งแล้งหรือเปล่าในยุคกึ่งพุทธกาล ซึ่งสรุปได้แล้วไม่จริงเพราะนายรำได้บันทึกข้อเท็จจริงต่างๆไว้ทั้งหหมด ในบทความนี้เราจะมาทำความรู้จักสภาพความเป็นอยู่จริงๆของจังหวัดอุบลราชธานีกันอย่างแท้จริง ว่าอุบลราชธานีในยุคกึ่งพุทธกาลหรือ พ.ศ. 2500 นั้นมีหน้าตาอย่างไร ชาวอุบลราชธานีจะยากลำบากหรืออยู่สุขสบายลองไปติดตามในบทความนี้กัน

นายรำขึ้นต้นประโยคเมื่อเขาได้พบประสบการณ์ยุคกึ่งพุทธกาลในจังหวัดอุบลราชธานีไว้ว่า “ข้าพเจ้าเริ่มรู้สึกสนใจกับคำว่า “กึ่งพุทธกาล” เอาที่จังหวัดอุบลราชธานี ทั้งๆที่เคยรู้สึกขบขันมาแล้วจากกรุงเทพฯ คำว่า “กึ่งพุทธกาล” สำหรับในส่วนภูมิภาคต่างจังหวัดนี้ ดูช่างเป็นคำขลังและศักดิ์สิทธิ์เสียเหลือเกิน ตั้งแต่ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ คือผู้ว่าราชการจังหวัดลงมาจนถึงข้าราชการชั้นผู้น้อยมักจะเร่งรัดทำงานอย่างขมักเขม้นด้วยคำว่ากึ่งพุทธกาลโดยถ้วนทั่วทุกตัวคน รู้สึกว่าการทำงานบริหารงานเกี่ยวกับทำนุบำรุงสภาพของจังหวัดก็ดี เกี่ยวกับการบำบัดทุกข์บำรุงสุขราษฎรให้อยู่ดีกินดีเหล่านี้ก็ดีขึ้นอยู่กับคำว่ากึ่งพุทธกาลทั้งนั้น ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดมักถูมือไปมาด้วยความภาคภูมิใจ เมื่อพูดแก่ข้าพเจ้า “คอยดูชิคุณ ผังเมืองจังหวัดอุบล จะงดงามและเรียบร้อย ในกึ่งพุทธกาลนี้” เจ้าหน้าที่ฝ่ายการทางก็ว่า “ถนนสายใหม่จากจังหวัดอุบลที่ตัดตรงไป จังหวัดนครราชสีมา ก็จะต้องเรียบร้อยในกึ่งพุทธกาลเหมือนกัน” ข้าพเจ้าเป็นอาคันตุกะจากภาคกลาง มาเยือนภาคอิสานในฐานะผู้สังเกตการณ์ก็พลอยรับฟังสนุกสนานเป้นการเอิกเกริกคล้ายกับคนบ้าจี้ไปกับเขาด้วย ทั้งนี้ไม่ใช่เพราะไม่เชื่อว่างานต่างๆ ของท่านข้าราชการดังกล่าวจะไม่เสร็จทันกำหนด “กึ่งพุทธกาล” ข้าพเจ้าเชื่อเต็มเปาว่าต้องสำเร็จแน่และได้ผลแน่”

จากประโยคของนายรำจะเห็นได้ว่ายุคกึ่งพุทธกาลนั้นเป็นช่วงเวลาสำคัญที่แสดงถึงความเปลี่ยนแปลงในท้องถิ่นจังหวัดอุบลราชธานีอย่างแท้จริง ที่นี้เราลองมาดูว่าความเปลี่ยนแปลงนั้นคืออะไรกันครับ นายรำจะได้ประสบพบเจออะไรบ้างในยุคกึ่งพุทธกาลที่เขาว่าเป็นช่วงเวลาสำคัญกัน

“ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดได้พูดถึงการจัดผังเมืองจังหวัดอุบลราชธานีใหม่ ซึ่งข้าพเจ้าก็ยินดีด้วย เพราะถนนโดยเฉพาะในตัวจังหวัดอุบลราชธานีก็คับแคบควรแก่การขยับขยายอยู่แล้ว นอกจากนี้ทางราชการยังได้วางโครงการสร้างทุ่งศรีเมืองอันกว้างขวางภายในจังหวัดให้เป็นสวนลุมพินีรมย์ของจังหวัดอุบลราชธานีฯด้วย การปลูกต้นไม้ ไม้ดอกและขุดสระน้ำสำหรับข้าราชการและประชาชนได้พักผ่อนและได้เที่ยวเตร่หย่อนใจ การสร้างสะพานข้ามลำน้ำมูลจากอำเภอวารินถึงตัวจังหวัด อันเป็นศรีสง่าแก่ภาคอีสาน เพราะเป็นสะพานข้ามแม่น้ำที่ยาวที่สุดของประเทศ (ในเวลานั้น) …”

จะเห็นได้ว่าอุบลราชธานีในยุคกึ่งพุทธกาลกำลังเติบโตขึ้นอย่างน่าเหลือเชื่อ เมืองแห่งนี้กำลังกลายเป็นเมืองใหญ่ที่มีสถานที่พักผ่อนหย่อนใจคล้ายกับกรุงเทพฯ ทั้งยังมีสะพานที่ยาวที่สุดตั้งอยู่เชื่อมระหว่างฝั่งวารินกับตัวเมืองเข้าด้วยกัน สิ่งที่นายรำได้ประสบจึงเป็นข้อพิสูจน์ว่าอุบลราชธานีในห้วง พ.ศ.2500 กำลังรุกหน้าไปอย่างมาก

About Author